Menu
Living Culture

บ้านบุกับขันที่หายไป

คุณเคยสังเกตถึงขันที่ใช่ในกิจวัตรประจำวัน ที่เห็นตามบ้านญาติต่างจังหวัดหรือไม่ ว่ามันมีลักษณะที่คล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกับซื้อมาจากร้านเดียวกัน จริง ๆ แล้วมันมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน คือ “ชุมชนบ้านบุ” ชุมชนบ้านบุ เป็นย่านเก่าแก่ที่มีอยู่อย่างยาวนาน อยู่ในย่านบางกอกน้อย หลังบริเวณสถานีรถไฟธนบุรี เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีภูมิปัญญาที่อาจเรียกได้ว่ามีเพียงอย่างเดียวเลยก็คือ การบุโลหะ และ การทำขันลงหิน 

หากย้อนไปในอดีต ชุมชนบ้านบุเป็นเพียงชุมชนเล็ก ๆ แต่เต็มไปประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมและเป็นแหล่งรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น ในช่วงแรกมีเพียงแต่อาชีพการทำ”ขันลงหิน” การทำทั้งหมดจะสืบทอดการบุมาจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเวลาผ่านไปมีผู้ทำการบุโลหะและขันลงหินมากขึ้น จึงมีการตั้งชื่อชุมชนย่านนี้ว่า”บ้านบุ” จากการสอบถามผู้สูงอายุในชุมชน ได้บอกว่า ชาวบ้านในชุมชนนี้มีอาชีพเพียงแค่การบุโลหะและการทำขันลงหินเท่านั้น

ขันลงหินมีต้นกำเนิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา การผลิตขันลงหินมีขั้นตอนที่ยาก จึงนิยมใช้ในราชสำนักและคนร่ำรวย ในอดีตการทำขันลงหินจะใช้ “ทองม้าล่อ” ที่นำมาจากเมืองจีน สิ่งของเครื่องโลหะที่มีสำริดเป็นส่วนประกอบจะใช้หินขัดจนขึ้นเงาจะเรียกว่า “เครื่องทองลงหิน” ส่วนการที่เรียกว่าขันลงหินนั้น มาจากการใช้เนื้อผิวของขันลงหินเกลี้ยงสีทอง เพื่อลบรอยที่อยู่บนขัน คนสมัยก่อนจึงเรียกว่า “ขันลงหิน” จะมีลักษณะพิเศษคือ มีผิวเป็นเงา มีความแข็ง เหนียวและทนทาน เก็บความเย็นได้ดีและยังเก็บความร้อนได้อีกด้วย จะมีสีหรือกลิ่นตกค้างไปในเครื่องดื่มหรืออาหารที่บรรจุ

การบุโลหะคือการตีโลหะให้เข้ารูป การบุของชาวบ้านบุจะใช้โลหะสัมฤทธิ์คือทองแดงผสมกับดีบุกกระบวนการทำขันลงหินหรือภาชนะอื่น ๆ จะมีจะมีหน้าที่ที่ต่างกันคือ

  • ช่างตี ถือเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด โดยจะทำหน้าที่ตีและหลอมโลหะ โดยจะต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญและประสบการณ์ที่สูง เนื่องจากการหลอมโลหะเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ต้องไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมลงไปในน้ำโลหะส่วนตำแหน่งอื่น ๆ
  • ช่างลาย ต้องอาศัยแรงที่มาก มีหน้าที่ตีเพื่อไม่ให้บุบ ให้เรียบและไม่เบี้ยว
  • ช่างกรอ หรือ ช่างตะไบ ต้องอาศัยทักษะเพื่อความชำนาญในการตะไบ
  • ช่างกลึง มีหน้าที่กลึงภาชนะให้มีความเรียบเสมอกัน
  • ช่างเจียร มีเพื่อเพิ่มความสวยงามและเพิ่มความประณีต
  • ช่างขัด ทำหน้าที่ขัดเงาให้มีความสวยงามและสมบูรณ์

ช่างเหล่านี้ต้องร่วมแรงใจกันในกรรมวิธีต่าง ๆ เพื่อการผลิตขันเพียงสักหนึ่งใบ การผลิตจึงไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความพิถีพิถันอย่างมากมีขั้นตอนการสร้างดังนี้

ขั้นที่ 1 หลอมตีขึ้นรูป ต้องนำก้อนสำริดตั้งบนทั่งเหล็กสำหรับตีขัน ต้องตีตอนที่ร้อนให้เป็นรูปทรงเมื่อหมดความร้อนก็ต้องนำไปสุมไฟใหม่ เมื่อตีเสร็จให้นำไปแช่น้ำเพื่อคงรูปทรงไว้ ขั้นที่ 2 การลายขัน นำขันมาตีเก็บลายค้อนโดยขั้นตอนนี้ ขณะตีต้องวางขันบนท่อนเหล็กหากวางไม่ตรงเมื่อตีขันจะแตก ขั้นที่ 3 การกรอเพื่อเก็บขอบปาก จะใช้ตะไบ ตะไบให้ข้างในกลมและเรียบที่สุด จากนั้นค่อยเก็บบริเวณปากขันให้เรียบเช่นกัน ขั้นที่ 4 การกลึง โดยใช้เหล็กที่มีความคมมาติดกับตะไบเป็นตัวกลึงให้เนื้อข้างในบ้างที่สุด จากนั้นก็ขัดเงาด้วยวิธีการลงหิน ขั้นที่ 5 การเจียร นำขันที่เสร็จแล้วมาเจียรเพื่อเก็บงานให้เรียบร้อย ขั้นที่ 6 การสลักลาย เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับงาน โดยการแกะลายต่าง ๆ โดยใช้เหล็กในการขูดเป็นเส้นลาย 

ในปัจจุบันชุมชนบ้านบุคือ ชุมชนเพียงชุมชนเดียวที่ยังทำการบุโลหะและทำลงหินอยู่โดยอาจมีผู้สืบทอดและให้ความสนใจน้อยลง เนื่องด้วยการเข้ามาของระบบอุตสาหกรรมที่รวดเร็วและราคาถูกกว่า ในอดีตขันลงหินคือภาชนะที่พิเศษอย่างมากเพราะไม่มีสีและกลิ่นปนในอาหาร และจะใช้ในการใส่น้ำมนต์ แต่ในปัจจุบันขันลงถูกนำไปประยุกต์และเพิ่มมูลค่ามากมายหลายทาง เช่น เป็นชามสลัด ชุดอาหารหรือ ของสำหรับตกแต่ง อีกทั้งในชุมชนก็ยังมีแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาศึกษาต่อยอดและพัฒนาต่อ เพื่อไม่ให้ภูมิปัญญานี้หายสาบสูญและดำรงคงอยู่ต่อไป