Menu
Living Culture

อาหารเมียนมาร์ในชุมชนตลาดพระโขนง

ปัจจุบันตลาดพระโขนงแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งที่พักอาศัยและแหล่งจับจ่ายซื้อสินค้าของคนเมียนมาร์ใจกลาง กรุงเทพฯ ภายในตลาดแห่งนี้เราจะเจอป้ายขายสินค้าที่เป็นภาษาพม่า รวมไปถึงร้านขายอาหารพม่าร้านขาย ของชำนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคมาจากเมียนมาร์และร้านขายเสื้อผ้าชุดประจำชาติเมียนมาร์อยู่หลายร้าน

โดยตลาดแห่งนี้มีทั้งชาวเมียนมาร์ และชาวไทยที่เคยอาศัยอยู่บริเวณชายแดนติดเขตประเทศเมียนมาเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งในช่วงแรกชาวเมียนมาร์ที่อพยพเข้าจะมาเป็นลูกจ้างในร้านขายของของคนไทยในตลาดพระโขนง ต่อมาเนื่องจากเศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดีคนไทยที่เป็นเจ้าของแผงในตลาดก็ปิดกิจการและปล่อยแผงขายสินค้าให้แก่ชาวเมียนมาร์มาเช่าขาย และในทุกวันนี้กิจการร้านค้าภายในตลาดแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาร์ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการและดูแลร้านค้าต่าง ๆ ภายในตลาดพระโขนงแทบทั้งสิ้น โดยสิ่งของเครื่องใช้ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศพม่า และนอกจากนี้ภายในตลาดยังมีร้านขายเสื้อผ้าชุดประจำชาติของเมียนมาร์อยู่เป็นจำนวนมาก

ในระยะต่อมาชาวเมียนมาร์ได้เริ่มเปิดกิจการขายอาหารพื้นเมืองประจำชาติของตนเอง และทำให้คนไทยในชุมชนนั้น ได้ลิ้มลองรสชาติอาหารพื้นเมืองของชาวเมียนมาร์ที่มีความแปลกใหม่ที่คนไทยไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน หลังจากนั้นจึงทำให้ผู้คนในชุมชนกล่าวถึงอาหารของชาวเมียนมาร์มากขึ้นและเป็นที่นิยมอย่างมากของย่านพระโขนงถึงกลับว่าถ้ามาย่านพระโขนงแล้วอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรพลาดคือการได้มาลองชิมอาหารพื้นเมืองของเมียนมาร์ ซึ่งจะได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในชุมชนย่านพระโขนง โดยมีเมนูต่าง ๆ ดังนี้

เมนูแรก ที่จะนำเสนอและเป็นอาหารห้ามพลาดกับเมนูเส้นประจำชาติอย่าง “โมฮิงกา” เป็นขนมจีนในน้ำยาปลาใส่หยวกกล้วย ซึ่งชาว เมียนมาร์นิยมรับประทานกับอาหารเช้าโดยคนที่ทำเมนูนี้มาเป็นชาวเมียนมาร์เลยทำให้รสชาติ อาหารเหมือนต้นตำรับแท้ ๆ

เมนูที่สอง เมนูห้ามพลาดอีกหนึ่งเมนูคือ ก๋วยเตี๋ยวพม่าเป็นอีกอาหารพื้นเมืองนึงที่คนเมียนมาร์ในย่านนั้น นิยมรับประทานวัตถุดิบที่ใช้ทำก๋วยเตี๋ยวพม่าเป็นแบบแห้งใส่เนื้อไก่สับกระเทียมเจียวโรยด้วยถั่วลิสงบด โดยคนที่นี้เขาได้ใช้เส้นในการทำก๋วยเตี๋ยวเป็นเส้นจันท์ของไทยมาทำก๋วยเตี๋ยวเป็นการผสมผสานระหว่าง ไทยกับเมียนมาร์

เมนูที่สาม เป็นขนมหวานที่ชาวเมียนมาร์นิยมในการรับประทานราคาเพียงชิ้นละ 10 บาท เท่านั้น ซึ่งหน้าตาและรสชาติของขนมจะคล้าย ๆ กับขนมตาลในไทยแต่ส่วนผสมที่ใช้จะเป็นเผือกชนิดหนึ่งที่เป็นแท่งและขายในตลาดเช่นกันคนเมียนมาร์นิยมนำมาทำขนม โดยส่วนผสมมี น้ำตาลปิ๊ป แป้งข้าวเจ้า และมะพร้าว 

เมนูที่สี่ คือปาท่องโก๋ หรือ อีจากุ้ย ซึ่งเป็นขนมหวานอีกอย่างหนึ่งของชาวเมียนมาร์ที่นิยมทานกับอาหารเช้า หับชาหรือกาแฟ ราคาเพียงชิ้นละ10บาท เช่นกัน แต่ลักษณะของปาท่องโก๋ของชาวเมียนมาร์จะมีความแตกต่างจากของไทย ชาวเมียนมาร์นิยมกินปาท่องโก๋กับชาร้อน ชาร้อนจะเป็นแบบใส่นมสดหรือนมข้น

เมนูที่ห้า เมนูอาหารว่างที่นิยมในตลาดอีกหนึ่งอย่างคือซาโมซ่าแบบพม่าเป็นอาหารที่เมียนมาร์รับมาจากวัฒนธรรมของอินเดีย ซึ่งซาโมซ่าจะมีลักษณะเป็นแป้งทอดรูปสามเหลี่ยมภายในมีไส้เค็มที่ทำจากผักกะหล่ำปลีซอยและมันฝรั่งหั่นชิ้นเล็กผัดกับผงกะหรี่ซาโมซ่าแบบพม่ารสชาติผงกะหรี่จะอ่อนกว่าซาโมซ่าแบบอินเดีย

เมนูสุดท้ายคือ หมากที่คนเมียนมาร์นิยมในการรับประทานห่อเป็นคำ เรียกว่า“กูนหย่า”คำละ 2 บาทคนเมียน มาร์นิยมเคี้ยวเวลาสูบบุหรี่ซึ่งแผงลอยขายหมากมีจำนวนมากทั้งในตลาดเมียนมาร์และริมถนนมีทั้งไทย และคนเมียนมาร์ซื้อหมากแผงลอย โดยคนขายจะทำให้เป็นคำๆนำใบพลูมากางออกแล้วทาด้วยปูนนิดหน่อย หลังจากนั้นใส่หมากที่สไลด์เป็นชิ้นบาง ๆ ซัก 3-4 ชิ้นแล้วห่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมแล้วนำเข้าปากเคี้ยวกิน

สําหรับใครที่สนใจเดินทางมาลองชิมอาหารเมียนมาร์และมาศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมการดำรงอยู่ของชาวเมียนมาร์ในย่านตลาดพระโขนง สามารถเดินทางมาโดยรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงที่สถานีพระโขนง ออกทางด้านทางออก 3 มองเห็น W District อดีตโรงภาพยนตฮ์อลิเดย์และห้างสรรพสินค้าเวลโก และถ้ามาด้วยประจำทางสายที่ตรงไปลงหน้าปากซอย สุขุมวิท 71/1 หรือถ้ามาด้วยรถประจำทางสายที่เลี้ยวซ้ายเข้า ถนนปรีดีพนมยงค์ (สุขุมวิท 71) ลงรถที่ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 5 เราก็จะพบกับอาหารเมียนมาร์ในย่านตลาดพระโขนงนั่นเอง